กรมประมงไฟเขียว “แนวทางกำจัดปลาหมอคางดำ”

1

กรมประมงสื่อสารชัด ไฟเขียว “แนวทางใช้เครื่องมือประมงกำจัดปลาหมอคางดำ” ปลดล็อกข้อจำกัดกฎหมาย หนุนทุกภาคส่วนเดินหน้ากำจัดอย่างเต็มประสิทธิภาพ

กรมประมง เดินหน้ายกระดับมาตรการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเข้มข้น ล่าสุดได้ออกประกาศซักซ้อมความเข้าใจแนวทางการใช้เครื่องมือทำการประมง เพื่อเป็น “แนวทาง” ให้กับเจ้าหน้าที่ ชาวประมง ตลอดจนภาคประชาชน โดยมุ่งหวังที่จะสนับสนุน อำนวยความสะดวก และสร้างความคล่องตัวในการนำเครื่องมือประมงประเภทต่าง ๆ มาใช้กำจัดปลาหมอคางดำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้กรอบของพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ตามข้อสั่งการของศาลปกครอง และนายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กรมประมงตระหนักดีว่าการควบคุมและกำจัดสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดนี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในระยะเวลาอันสั้นนั้น จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทว่าในทางปฏิบัติการใช้เครื่องมือประมงเพื่อกำจัดมักติดข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมากรมประมงไม่ได้นิ่งนอนใจและได้พิจารณาปลดล็อกข้อกฎหมาย เพื่อผ่อนผันให้ใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทีละชนิดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มพบการแพร่ระบาดให้เป็นไปตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กรมประมงจึงได้ออกประกาศ “แนวทางการใช้เครื่องมือทำการประมงเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ” เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดซักซ้อมและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน โดยมีเป้าหมายหลักในการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายแบบเบ็ดเสร็จอำนวยความสะดวก และสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ให้คล่องตัวสูงสุด พร้อมให้ประชาชนและชาวประมงมีส่วนร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างถูกกฎหมายปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวยังมีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดนำไปพิจารณาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและบริบทของแหล่งน้ำในแต่ละพื้นที่ โดยได้จำแนกแนวทางการใช้เครื่องมือไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

กลุ่มที่ 1 เครื่องมือที่ “ประชาชนใช้ได้ทันที” โดยไม่ต้องขออนุญาตผ่อนผัน กรมประมงสนับสนุนให้เกษตรกร ชาวประมง และภาคประชาชน สามารถใช้เครื่องมือพื้นบ้านในการร่วมกำจัดปลาหมอคางดำได้อย่างเต็มที่ ได้แก่ เบ็ด ข่าย อวนติดตา แห ยอ ลอบ อวนลาก และ อวนรุน (ประเภทที่ไม่ประกอบเครื่องยนต์) โดยมีเงื่อนไขสำคัญเพื่อเป็นการปกป้องสัตว์น้ำชนิดอื่น การใช้เครื่องมือกลุ่มนี้ห้ามลากขึ้นฝั่ง ห้ามล้อมจับ และห้ามใช้ในช่วงฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ วางไข่ หรือเลี้ยงตัวอ่อน ตามประกาศกรมประมงที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

กลุ่มที่ 2 เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย แต่ “เปิดให้ขออนุญาตผ่อนผันได้” หรือดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการกำจัด กรมประมงได้เปิดช่องทางผ่อนผันตามกฎหมายสำหรับเครื่องมือบางประเภท โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

อวนรุนประกอบเรือกล : อนุญาตให้ผ่อนผันใช้ได้เฉพาะการทำประมงพื้นบ้าน หรือการทำประมงน้ำจืด (ตามมาตรา 67 วรรคสาม) หากประสงค์จะใช้ให้สำนักงานประมงจังหวัดแจ้งความประสงค์มายังกรมประมง (กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการ) พร้อมแนบมติเห็นชอบจาก “คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด” โดยต้องระบุรายละเอียดรูปแบบเครื่องมือ ขนาดเรือ วิธีการ พื้นที่ และต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

การใช้กระแสไฟฟ้า : เป็นวิธีห้ามเด็ดขาดสำหรับประชาชน เพราะอันตรายต่อชีวิตและระบบนิเวศ (มาตรา 60) หากจำเป็นต้องใช้เพื่อกำจัดปลาหมอคางดำ ต้องดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่กรมประมงเท่านั้น (ตามมาตรา 141) โดยประมงจังหวัดต้องประเมินความเหมาะสมและความจำเป็นตามสมควร และต้องประสานแจ้งฝ่ายปกครองในพื้นที่ให้ทราบล่วงหน้าก่อนลงมือปฏิบัติทุกครั้ง และเมื่อเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว ให้รายงานผลให้กรมประมงทราบทุกครั้ง

การใช้สารเคมี (กากชา) : การใช้สารเคมีในแหล่งน้ำผิดกฎหมาย (มาตรา 58) แต่มีข้อยกเว้นเพื่อการศึกษาวิจัย โดยปัจจุบันอธิบดีกรมประมงได้ “อนุญาต” ให้หน่วยงานของกรมประมง (กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด) สามารถใช้กากชาเพื่อใช้เป็นสารเบื่อเมาในการจับปลาหมอคางดำได้ โดยต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดอย่างเคร่งครัด

อวนล้อมจับ อวนลาก อวนทับตลิ่ง (ในแหล่งน้ำจืด) และอวนรัง เผือกรัง : เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ในแหล่งน้ำสาธารณะ ดังนั้นอธิบดีกรมประมงจึงได้ “อนุญาต” ให้เจ้าหน้าที่กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดและประมงจังหวัดในพื้นที่แพร่ระบาด ดำเนินการใช้เพื่อการกำจัดปลาหมอคางดำได้แล้วเช่นกัน

ทั้งนี้ ข้อบังคับสำหรับข้อ 3 และ 4 : หากสำนักงานประมงจังหวัดต้องการใช้กากชา หรือกลุ่มอวนขนาดใหญ่ดังกล่าว จะต้องแต่งตั้งให้ “ประมงจังหวัด และหรือเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่” เป็นผู้ควบคุม กำกับดูแล และตรวจสอบการปฏิบัติงานในพื้นที่โดยตรง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และแจ้งรายชื่อผู้ควบคุมมายังกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด

กลุ่มที่ 3: เครื่องมือประมงที่ “ห้ามเด็ดขาดและไม่มีการผ่อนผัน” คณะทำงานฯ ได้พิจารณาอย่างรอบคอบและมีมติ ไม่ผ่อนผัน ให้ใช้เครื่องมือลอบพับได้ (ไอ้โง่) และเครื่องมือโพงพางโดยเด็ดขาดเนื่องจากผลการศึกษาเชิงประจักษ์จากกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ในพื้นที่จังหวัดระยอง ยืนยันชัดเจนว่า เครื่องมือดังกล่าวไม่มีประสิทธิภาพในการจับปลาหมอคางดำ ในทางกลับกัน กลับเป็นเครื่องมือที่มีลักษณะทำลายล้างสูง กีดขวางทางน้ำ สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ประโยชน์ลำน้ำของส่วนรวม

กรมประมงพร้อมสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดยมุ่งเน้นการกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไปโดยเร็วที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาสมดุลของระบบนิเวศและเคารพกติกาทางกฎหมายด้วย ทั้งนี้ กรมประมงได้ส่งหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงกรุงเทพมหานครทั้งในพื้นที่ที่พบและยังไม่พบการแพร่ระบาด เพื่อแจ้งซักซ้อมแนวทางปฏิบัตินี้ให้หน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานบูรณาการในระดับพื้นที่ เกษตรกร ชาวประมง ตลอดจนภาคประชาชนใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันต่อไป” นายประเทศ กล่าวสรุป

กรมประมง