กรมประมง…ชูศักยภาพพัฒนาสัตว์น้ำพันธุ์ดี

9

กรมประมง…ชูศักยภาพพัฒนาสัตว์น้ำพันธุ์ดี “ปลาสลิด” ไทย เปิดผลงานวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ สู่รุ่นที่ 3 เน้นเลี้ยงง่าย โตไว ได้ผลผลิตสูง หนุนเกษตรกรขยายการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ ตอบโจทย์ความต้องการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

กรมประมง..พัฒนางานวิจัยปรับปรุงสายพันธุ์ “ปลาสลิด” อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวสู่ รุ่นที่ 3 เน้นเลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้ผลผลิตสูง โดยใช้เทคนิคการประเมินค่าศักยภาพทางพันธุกรรมและการใช้เครื่องหมายระบุตัวสัตว์น้ำที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ปลาสลิดเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ และสัตว์น้ำพันธุ์ดีอีกหนึ่งชนิดที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงให้เกษตรกร สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “FISHERIES CONNECT FOR SUSTAINABILITY” ที่มุ่งยกระดับงานวิจัยและนวัตกรรม ควบคู่การเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืนในทุกมิติ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาสลิด” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trichopodus pectoralis เป็นปลาน้ำจืดพื้นถิ่นของไทย ที่พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศ และมีแหล่งเพาะเลี้ยงสำคัญในพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางหลายจังหวัด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม เพชรบุรี และฉะเชิงเทรา ส่วนภาคใต้นิยมเลี้ยงในจังหวัดปัตตานี เป็นต้น โดยปลาสลิดเป็นหนึ่งในสัตว์น้ำที่ได้รับความนิยมบริโภคอย่างแพร่หลาย เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทำให้มีราคาจำหน่ายสูงถึงกิโลกรัมละ 160–350 บาท และยังมีการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อาทิ ปลาแดดเดียว ปลาแห้ง ปลาเค็ม และปลาสลิดไร้ก้าง เป็นต้น  โดยจากข้อมูลผลผลิตสัตว์น้ำจืดของกรมประมง ในปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาสลิดขึ้นทะเบียน จำนวนรวม 2,162 ฟาร์ม  ผลผลิตประมาณ 9,826 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 650.89 ล้านบาท ซึ่งผลผลิตปลาส่วนใหญ่ใช้บริโภคภายในประเทศถึงร้อยละ 91.90 และส่งออกร้อยละ 8.10 โดยรูปแบบสินค้าที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ปลาสลิดแช่เย็น ร้อยละ 62.80 และ ปลาสลิดแช่แข็ง ร้อยละ 37.20 ตามลำดับ ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ กลุ่มอาเซียน ร้อยละ 79.06 รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา ร้อยละ 18.98 และอื่น ๆ ร้อยละ 1.96 ตามลำดับ

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า “ปลาสลิด” เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง สามารถสร้างอาชีพและรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี  แต่อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการเลี้ยงยังมีข้อจำกัดที่สำคัญ ทั้งด้านคุณภาพลูกพันธุ์ที่เจริญเติบโตช้า ความต้านทานต่อโรค และระยะเวลาเลี้ยงที่นานกว่าปลาชนิดอื่น กรมประมงจึงมุ่งพัฒนาคุณภาพลูกพันธุ์ปลาสลิดให้มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วขึ้น และลดระยะเวลาเลี้ยงจากเดิม เพื่อเพิ่มรอบการผลิต เพิ่มผลผลิต และขยายโอกาสในการสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้ดำเนินการศึกษา วิจัย และปรับปรุงพันธุ์ปลาสลิดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตสำหรับการเลี้ยงเชิงพาณิชย์ โดยล่าสุดสามารถพัฒนาจนถึงรุ่นที่ 3 ซึ่งมีอัตราการเจริญเติบโตดีขึ้น ใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้นลง และสามารถปรับตัวต่อรูปแบบการเลี้ยงที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเพาะเลี้ยง เกิดการขยายการเลี้ยงปลาสลิดได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรและเพิ่มปริมาณผลผลิตปลาสลิดให้สอดรับกับความต้องการของตลาดมากขึ้น

นายสุชาติ จุลอดุง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร  เปิดเผยว่า ทางศูนย์ฯ ได้ทำการศึกษา วิจัย และปรับปรุงพันธุ์ปลาสลิดเพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต ตั้งแต่ปี 2562 ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบหมู่ จำนวน 2 รุ่น โดยใช้ปลาสลิดดอนนาจากจังหวัดปัตตานีเป็นประชากรเริ่มต้น คัดเลือกปลาที่มีน้ำหนักมากที่สุดประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จากประชากรทั้งหมดในแต่ละรุ่น มาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผลิตพันธุ์ปลาสลิด ที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงในพื้นที่ภาคใต้ โดยจากการศึกษาวิจัยพบว่า เมื่อนำปลาสลิดเลี้ยงในกระชังนาน 6 เดือน ที่ระดับความหนาแน่น 20 ตัว/ตารางเมตร ได้น้ำหนักเฉลี่ย 76.80 กรัม (13-14 ตัว/กิโลกรัม)  ต่อมาในปี 2564 ได้นำวิธีการปรับปรุงพันธุ์ ด้วยการประมาณค่าศักยภาพทางพันธุกรรม (Estimate Breeding Value ; EBVs) มาใช้ในการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ประชากรเริ่มต้นจาก 4 แหล่ง ได้แก่ พิษณุโลก บุรีรัมย์ สุพรรณบุรี และชุมพร เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางพันธุกรรม ตลอดจนมีการใช้เครื่องหมาย Passive integrated transponder (PIT TAG) เพื่อระบุข้อมูลสัตว์น้ำรายตัว ซึ่งช่วยเพิ่มความแม่นยำ และเพิ่มความก้าวหน้าในการคัดเลือกได้มากขึ้น  กระทั่งปัจจุบันทางศูนย์สามารถพัฒนาสายพันธุ์ปลาสลิดโดยปรับปรุงพันธุ์ได้ถึงรุ่นที่ 3 แล้ว จากการเลี้ยงในกระชังความหนาแน่น 20 ตัว/ตารางเมตร มีน้ำหนักเฉลี่ย 95.71 กรัม ความยาว 18.05 เซนติเมตร ซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากรุ่นพ่อแม่ คิดเป็นร้อยละ 77.60 โดยผลการทดลองเลี้ยงปลาสลิดในรุ่นที่ 3 โดยปล่อย 1,000 ตัว ในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร (อัตราความหนาแน่น 1.25 ตัว/ตารางเมตร) พบว่ามีน้ำหนักเฉลี่ย 112.38 กรัม ความยาว 18.99 เซนติเมตร ซึ่งมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากรุ่นดั้งเดิม ประมาณ 108 เปอร์เซ็นต์  ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2569 ทางศูนย์ ฯ ได้วางแผนเพื่อเตรียมทดสอบพันธุ์ ปลาสลิดที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ โดยนำไปเลี้ยงในฟาร์มเกษตรกรพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดราชบุรี  ซึ่งจะทำการรวบรวมข้อมูลการเจริญเติบโต และอัตรารอดในสภาพแวดล้อมของการเลี้ยงจริง  เพื่อใช้ข้อมูลในการกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรอย่างเหมาะสมต่อไป

อธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำพันธุ์ดีที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตของเกษตรกรไทย ควบคู่กับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ภาคการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม โดยการปรับปรุงสายพันธุ์ปลาสลิดนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการเพาะเลี้ยงปลาสลิดของประเทศไทย ให้สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างเพียงพอพร้อมสร้างโอกาสในการเพิ่มมูลค่าสินค้าประมง และเสริมความมั่นคงด้านอาชีพและรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจข้อมูลการเพาะเลี้ยงปลาสลิด สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำชุมพร โทรศัพท์ 0 7751 0310 

กรมประมง