“วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม” จ.ตราด

6

“วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม” จ.ตราด สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 ต้นแบบชุมชนประมงเข้มแข็งสู่ GI ระดับประเทศ โมเดลรวมพลังชุมชนสร้างรายได้ยั่งยืน

กรมประมงเชิดชูเกียรติ “วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม” ยกระดับหอยนางรมตราดคุณภาพพรีเมียม ใช้เลี้ยงแบบแขวนอีแปะ โตไว คุณภาพดี ตอบโจทย์ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม นำภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานนวัตกรรมสมัยใหม่ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างรายได้ตลอดห่วงโซ่ พัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตหอยนางรมคุณภาพของจังหวัดตราด ต่อยอดเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้คนทั้งชุมชน จนกระทั่งได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 กลุ่มเกษตรกรทำประมง หรือ กลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี พ.ศ.2569

นางฐิติพร  หลาวประเสริฐ  อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาภาคการเกษตรผ่านการบูรณาการของทุกภาคส่วนพร้อมส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพให้เกิดความยั่งยืน ช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ผ่านการแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) และสร้างโอกาสในการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยนำจุดเด่นจุดแข็งของแต่ละพื้นที่มาพัฒนาต่อยอด ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพและทักษะให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ดังตัวอย่างของวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ซึ่งยกระดับการดำเนินงานของชุมชนจนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งได้รับการคัดเลือกให้ได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ. 2569 

สำหรับวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด เดิมเกิดจากกลุ่มเกษตรกรที่มีการดำเนินกิจกรรมการเพาะเลี้ยงหอยนางรม และรวมกลุ่มกันตั้งเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น “กลุ่มผู้เลี้ยงหอยท่าโสม” เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2563 มีสมาชิก จำนวน 44 ราย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ในขณะนั้นประสบปัญหาหลายด้าน เช่น การขาดความรู้ทางวิชาการ คุณภาพหอยนางรมยังไม่ได้มาตรฐาน ขาดเงินทุนหมุนเวียน การบริหารจัดการกลุ่ม และตลาดรองรับ สำนักงานประมงจังหวัดตราดจึงได้เข้าไปสนับสนุนองค์ความรู้ งบประมาณ และการขับเคลื่อนให้มีอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง ช่วยให้การรวมกลุ่มเกิดประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น จึงได้ขอจดทะเบียนเป็น “วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม” เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2563 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด จำนวน 79 ราย แม้ที่ผ่านมากลุ่มจะประสบปัญหาอยู่บ้าง แต่สมาชิกทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การพัฒนาอาชีพให้มั่นคง จึงได้นำระบบบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม มาใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่และพึ่งพากันในชุมชน ทั้งการวางแผนการผลิต การตลาด การลดต้นทุนการผลิต และการจัดการทรัพยากรที่มีคุณภาพด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม มุ่งเน้นการผลิตหอยนางรมที่ได้มาตรฐานปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การควบคุมคุณภาพน้ำ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงหอยนางรม เป็นแบบแขวนใช้แป้นปูน (อีแปะ) แขวนด้วยแพไม้ไผ่ยึดด้วยทุ่นลอย ผลปรากฏว่า การเลี้ยงที่เป็นระเบียบ ทำให้หอยสามารถกินอาหารได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้หอยนางรมเติบโตเร็วขึ้น ระยะเวลาการเลี้ยงสั้นลงเหลือเพียง 8 -10 เดือนต่อรอบการผลิตสามารถเก็บเกี่ยวได้ทุกช่วงเวลา หอยจึงไม่ตากแดด ทำให้เนื้อหอยมีคุณภาพดี ประกอบกับพื้นที่เพาะเลี้ยงหอยตำบลท่าโสม มีการไหลมาบรรจบกันของน้ำจืดจากแม่น้ำเวฬุ และน้ำเค็มจากทะเล จึงทำให้หอยนางรมบริเวณนี้มีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นแตกต่างจากแหล่งอื่น คือ เนื้อหอยมีสีขาวครีม มีความอวบอ้วนและเนื้อแน่นคงรูปเต็มฝาหอย รสสัมผัสนุ่ม รสชาติดี หวานฉ่ำ มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  หอยนางรมท่าโสม จังหวัดตราด จึงได้รับการรับรองขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์และคุณค่าของผลิตภัณฑ์ในระดับพื้นที่ ประกอบกับ แนวคิดในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเพาะเลี้ยงหอยนางรม ทางกลุ่มวิสาหกิจชุมชนยังได้มีการติดตั้งระบบตรวจวัดคุณภาพน้ำแบบอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อเฝ้าระวังค่าความเค็ม อุณหภูมิ และปริมาณออกซิเจน ทำให้สามารถวางแผนการเพาะเลี้ยงหมุนเวียนตามฤดูกาลได้อย่างแม่นยำ โดยได้รับการสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี  มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงหอยนางรมคุณภาพอีกแห่งหนึ่งของประเทศ และเป็นศูนย์กลางวัตถุดิบหอยนางรมคุณภาพดีของชุมชน ทั้งนี้ การเลี้ยงแบบแขวนอีแปะนี้ ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและสร้างงานสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับคนในชุมชน รวมถึงกลุ่มเปราะบาง (ผู้พิการ ผู้สูงอายุ) ของชุมชนอีกด้วย

ในส่วนทางด้านการตลาดนั้น นอกจากจะเป็นแหล่งผลิตและจำหน่ายหอยนางรมแบบสดๆ แล้วยังมีการขยายสู่ธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิก และเพิ่มความยั่งยืนให้กับกลุ่มคนในชุมชน อาทิ การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหอยนางรมเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP อาทิ ข้าวเกรียบหอยนางรม น้ำพริกหอยนางรม ซอสหอยนางรมสูตรเข้มข้น ฯลฯ  และมีการสร้างแบรนด์สินค้า “HOI GI” หรือ “หอยจิ๊” ที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการตลาดด้วย นอกจากนี้ ยังมีการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์จากปูนเปลือกหอยนางรม ซึ่งเป็นการจัดการของเสียและเพิ่มมูลค่าทรัพยากรที่มีอยู่ด้วยแนวคิด Zero waste และ BCG Model ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม จนได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) รวมไปถึง การดำเนินกิจกรรมธุรกิจบริการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ “ท่องเที่ยววิถีหอยนางรมท่าโสม” โดยให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กระบวนการเพาะเลี้ยง การเก็บหอยนางรมด้วยตนเอง  และบูรณาการร่วมกับโฮมสเตย์และร้านอาหารในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การบริโภคหอยนางรม นอกจากช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนแล้ว  และยังมีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนอื่น ๆ เช่น กะปิ อาหารทะเลแห้ง เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้าและส่งเสริมการตลาดให้แก่เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ จึงทำให้มีคณะศึกษาดูงานและนักท่องเที่ยวเฉลี่ยปีละกว่า 400 คน ทำให้กลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สมาชิกมีอาชีพเสริมระหว่างฤดูการเพาะเลี้ยง และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับชุมชนทั้งยังเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการด้วยทุนชุมชนอย่างครบวงจรในจังหวัดตราด

นายกมล  แซ่ตั๋น  ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม กล่าวขอบคุณกรมประมงที่เข้ามาช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ และแนวทางการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ ส่งผลให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพสามารถสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างดี โดยเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม สามารถผลิตหอยนางรมสดออกสู่ตลาดได้ปริมาณ 880 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 5,380,000 บาท และเพิ่มมูลค่าหอยนางรมสดด้วยการแปรรูปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้ถึงร้อยละ 58.3 – 85.2 ขณะเดียวกันกลุ่มยังมีเงินทุนหมุนเวียนในการบริหารงานกว่า 643,802 บาท ทำให้สมาชิกทุกคนได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง มีรายได้และอาชีพที่มั่นคง

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า ขอชื่นชมในความเข้มแข็งความร่วมมือของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม โดยกรมประมงจะเข้าไปส่งเสริมความรู้และภาคการตลาด เพื่อให้ผู้เลี้ยงหอยนางรมมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งกรมประมงจะผลักดันให้เกิดการเรียนรู้สู่การปฏิบัติ โดยภาครัฐจะทำงานร่วมกับพี่น้องเกษตรกรชาวประมงในทุกมิติ จึงขอให้ทุกคนรักษามาตรฐานการเลี้ยงหอยนางรมให้มีคุณภาพควบคู่ไปกับการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืน  ที่สำคัญหอยนางรมท่าโสมเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ของจังหวัดตราด ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างโอกาส สร้างตลาด สร้างรายได้ให้กับสมาชิกทุกคนเป็นอย่างดี สอดคล้องกับนโยบาย “Fisheries Connect for Sustainability” ที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความร่วมมือสร้างความสมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

กรมประมง