รมช.วัชระพล Kick off โครงการพาปลากลับบ้านฯ

1

รมช.วัชระพล Kick off เดินหน้า “โครงการพาปลากลับบ้านฯ ปี 69” พลิกฟื้นแหล่งโปรตีนในพื้นที่หนองหาร จ.สกลนคร มุ่งสร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน หนุนนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION”

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ วัดมหาพรหมโพธิราช บ้านท่าวัดเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิด “โครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน ประจำปี 2569” เดินหน้าสร้างแหล่งอาหารโปรตีนชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำสำคัญของประเทศพร้อมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำกว่า 3 ล้านตัว ฟื้นฟูทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำหนองหาร เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยภายในงานมี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง นายปริญ นิทัศน์เอก รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ร่วมกิจกรรมอย่างคับคั่ง

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยมุ่งเน้นการบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้อย่างเพียงพอ รวมถึงสามารถสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนซึ่ง “โครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน” อยู่ภายใต้กิจกรรมฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรประมงในแหล่งน้ำสำคัญ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ถือเป็นการขับเคลื่อนงานตามนโยบาย “BLUE TRANSFORMATION พลิกโฉมประมงไทยสู่ความยั่งยืน” ในมิติ B : Biodiversity & Balance ที่มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจประมงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ด้วยการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
ในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงท้องถิ่นของตนเอง โดยเฉพาะในพื้นที่ “หนองหาร” ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่มีขนาดใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ และใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ครอบคลุมพื้นที่ 77,016 ไร่ ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร มีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ 53 ชุมชน มีประชากรที่ทำประมง
ในหนองหารรวม 870 ราย และยึดการทำประมงเป็นอาชีพหลัก 160 ราย แต่จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งสืบพันธุ์วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ อีกทั้งกลุ่มปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อการผสมพันธุ์วางไข่ไม่สามารถอพยพไปยังแหล่งต้นน้ำได้ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีแนวโน้มลดลง ดังนั้น เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างต่อเนื่อง จึงได้มอบหมายให้กรมประมงเดินหน้า “โครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน” ในปี 2569 เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมประมงมีการดำเนิน “โครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน” ตั้งแต่ปี 2564 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูประชากรสัตว์น้ำและสร้างแหล่งอาหารโปรตีนชุมชนในแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ ประกอบด้วย แหล่งน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ ทุ่งสุโขทัย ทุ่งบางระกำ และลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง และแหล่งน้ำที่กรมประมงขอใช้ประโยชน์ในการบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำ 3 แห่ง ได้แก่ บึงบอระเพ็ด, กว๊านพะเยา และหนองหาร ควบคู่กับการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการทรัพยากรประมงท้องถิ่นให้มีการใช้ประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยเริ่มกิจกรรมในช่วงที่มีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน (ฤดูน้ำแดง) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นและปลามีการอพยพเพื่อสืบพันธุ์วางไข่ จนปัจจุบันสามารถเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำเป้าหมายได้มากกว่า 1,680.8 ล้านตัว เกิดรายได้หมุนเวียนในชุมชนโดยรอบคิดเป็นมูลค่ากว่า 143.69 ล้านบาท

สำหรับ “หนองหาร” เป็นแหล่งน้ำธรรมชาติที่กรมประมงมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เป็นสถานบำรุงพันธุ์สัตว์น้ำหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นแหล่งรองรับน้ำจากลำน้ำหลายสายซึ่งเชื่อมลงสู่แม่น้ำโขงจึงเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมกับการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำและพัฒนาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนของชุมชน กรมประมงจึงดำเนินโครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเพาะขยายพันธุ์และปล่อยลงสู่หนองหาร ลำน้ำก่ำ และลำน้ำพุง จนถึงปัจจุบัน รวมจำนวนกว่า 204.18 ล้านตัว พร้อมประเมินความชุกชุม การแพร่กระจาย และการเจริญเติบโตของพันธุ์ปลาที่ปล่อยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากผลการสำรวจในปี 2568 ที่ผ่านมา
พบว่าชาวประมงสามารถจับปลาได้มากขึ้น มีปริมาณการจับสัตว์น้ำไปใช้ประโยชน์สูงถึง 614,078 กิโลกรัม โดยเฉพาะปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทอง และปลากดเหลือง ซึ่งเป็นชนิดพันธุ์ที่กรมประมงเพาะพันธุ์และปล่อยภายใต้โครงการฯ ประกอบกับ ผลการสำรวจความชุกชุมของพันธุ์ปลาที่ปล่อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยพบปลาตะเพียนขาวมากที่สุดในทุกแหล่งน้ำ รองลงมา คือ ปลาตะเพียนทอง ปลากดเหลือง ปลากาดำ และปลากระแห อีกทั้ง จากการประเมิน
ค่าผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY) พบว่าสภาวะทรัพยากรประมงในหนองหารดีขึ้นตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงก่อนดำเนินโครงการฯ จึงแสดงให้เห็นว่าสัตว์น้ำที่ปล่อยมีการเจริญเติบโตขึ้นมาทดแทนในระบบนิเวศได้อย่างสมดุล โดยในปี 2569 กรมประมงมีแผนปล่อยลูกปลาระยะแรกฟัก จำนวน 40 ล้านตัว เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำหนองหาร คาดว่าจะสามารถเพิ่มผลผลิตในธรรมชาติได้ประมาณ 40,000 กิโลกรัม สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกร ชุมชน และชาวประมงในพื้นที่ คิดเป็นมูลค่ากว่า 3.24 ล้านบาท

โดยกิจกรรมภายในงานวันนี้ มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มผลผลิตและฟื้นฟูทรัพยากรประมงในพื้นที่หนองหาร จำนวนทั้งหมด 3,000,000 ตัว ประกอบด้วย ลูกพันธุ์ปลาตะเพียนทองและปลากระแหจากชุดเพาะฟักเคลื่อนที่ (Mobile hatchery) 2,000,000 ตัว กุ้งก้ามกราม 500,000 ตัว ปลาตะเพียนขาว ปลาหมอตาล ปลาโพง ปลากระแห และปลากดเหลืองรวม 500,000 ตัว การมอบพันธุ์สัตว์น้ำให้กับประธานองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นพื้นที่ชุ่มน้ำหนองหาร จังหวัดสกลนคร เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำของชุมชน การจัดนิทรรศการผลการดำเนินโครงการประมงร่วมอาสาพาปลากลับบ้าน รวมถึงนิทรรศการการบริหารจัดการทรัพยากรประมงในพื้นที่หนองหารและลำน้ำก่ำ นอกจากนี้ ยังมีการมอบประกาศนียบัตรแก่นักเรียนที่ได้รับรางวัลประกวดวาดภาพระบายสี ในหัวข้อ “คืนปลา คืนชีวิต สู่หนองหาร” และเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของชุมชน อาทิ ผลิตภัณฑ์แปรรูปสัตว์น้ำ กลุ่มจักรสานผักตบชวา ปุ๋ยจากผักตบชวา ฯลฯ ที่นำมาจำหน่ายภายในงานอีกด้วย

 “ความสำเร็จของโครงการนี้ ถือเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์ และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้คงความอุดมสมบูรณ์ พร้อมส่งต่อความสำเร็จนี้เพื่อขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ในอนาคต ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างรายได้ สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตชาวประมงและประชาชนในพื้นที่ ให้อยู่ดี กินดี มีรายได้อย่างยั่งยืน”

กรมประมง