‘รมช.วัชระพล’ ดันแผนรับมือฝนตกหนักในแปลงหม่อน และผลกระทบจากความชื้นที่มีต่อการเลี้ยงไหม มุ่งนำองค์ความรู้สมัยใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการดูแลพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม พร้อมรับมือกับภัยพิบัติและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเท่าทัน พร้อมผลักดันนโยบาย “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืน เกษตรกรไทย” ของรัฐบาล ที่มุ่งนำองค์ความรู้สมัยใหม่มายกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายวัชระพล กล่าวว่า เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในปัจจุบันยังคงต้องเผชิญความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน และภาวะฝนตกหนัก ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อทั้งแปลงหม่อนและโรงเลี้ยงไหม จึงได้มอบหมายให้กรมหม่อนไหมเร่งวางการเตรียมตัวรับมือฝนตกหนัก เพื่อให้เกษตรกรหม่อนไหมประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้าน นายศรัญญู พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า กรมหม่อนไหม พร้อมนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำแนวทาง “การเตรียมตัวรับมือฝนตกหนัก” เพื่อให้เกษตรกรรับมือสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยแบ่งการจัดการออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ การเตรียมตัวรับมือฝนตกหนักในแปลงปลูกหม่อน และผลกระทบจากความชื้นที่มีต่อการเลี้ยงไหม
สำหรับการจัดการรับมือฝนตกหนักในส่วนของแปลงหม่อนนั้น กรมหม่อนไหม แนะนำให้เกษตรกร เร่งจัดการระบบระบายน้ำเป็นอันดับแรก โดยการกำจัดเศษวัชพืชในร่องน้ำเพื่อให้น้ำระบายออกได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งเสริมคันดินรอบแปลงและเตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ให้พร้อมใช้งานเพื่อป้องกันปัญหารากเน่า ขณะเดียวกันควรเสริมความแข็งแรงให้ต้นหม่อนด้วยการใช้ไม้ค้ำยัน ผูกยึดกิ่งให้มั่นคง และตัดแต่งกิ่งเพื่อลดแรงต้านลม ป้องกันความเสียหายจากลมกระโชกแรง นอกจากนี้ยังต้องใส่ใจการบำรุงดินโดยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อปรับโครงสร้างดินให้โปร่ง หากมีน้ำท่วมขังจนดินเป็นกรดควรใช้ปูนขาวปรับสภาพดินควบคู่ไปกับการเก็บผลหม่อนที่สุกร่วงหล่นออกจากแปลงเพื่อตัดวงจรการสะสมของเชื้อรา
ในด้านการเฝ้าระวังโรคและแมลงศัตรูพืชในช่วงฤดูฝน เกษตรกรต้องหมั่นตรวจตราแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะโรครากเน่าและโรคใบไหม้ ซึ่งสามารถป้องกันได้เบื้องต้นด้วยการเลือกใช้พันธุ์หม่อนที่ทนทานอย่างพันธุ์สกลนครหรือศรีสะเกษ 84 รวมถึงการตัดแต่งกิ่งให้โปร่งและเผาทำลายใบที่ติดเชื้อส่วนกลุ่มแมลงและสัตว์ศัตรูพืชอย่างด้วงเจาะลำต้น แมลงหวี่ขาว เพลี้ยแป้ง และหอยทาก สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีที่หลากหลาย ทั้งการใช้กับดักกาวเหนียว การฉีดพ่นน้ำหมักสมุนไพรจากกะเพราหรือโหระพา ตลอดจนการใช้ปูนขาวและกากกาแฟโรยรอบแปลงเพื่อป้องกันหอยทากกัดกินยอดอ่อน
ส่วนการรับมือในโรงเลี้ยงไหม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความชื้น เกษตรกรจำเป็นต้องจัดการสภาพแวดล้อมอย่างรัดกุม เริ่มจากการเปิดหน้าต่างระบายอากาศพร้อมทำแนวป้องกันละอองฝนสาด โดยสามารถนำเตาถ่านไร้ควันมาช่วยลดความชื้นและควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเลี้ยงได้ นอกจากนี้ควรขยายพื้นที่เลี้ยงไม่ให้หนอนไหมแออัดจนเกินไป สิ่งที่ต้องระมัดระวังและห้ามปฏิบัติอย่างเด็ดขาดคือ การนำใบหม่อนที่เปียกหรือมีหยดน้ำเกาะมาเลี้ยงไหม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จะต้องนำใบหม่อนมาผึ่งให้แห้งสนิทก่อนนำไปใช้งานเสมอ
ทั้งนี้ ความชื้นที่สูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดโรคสำคัญในหนอนไหมถึง 5 ชนิด ได้แก่ โรคเพบริน โรคแอสเปอร์จิลลัส โรคมัสคาดีนหรือมัมมี่ โรคแกรสเซอรี่ และโรคแฟลคเชอรี่ กรมหม่อนไหมจึงเน้นย้ำให้เกษตรกรใช้ไข่ไหมที่ปลอดโรค ล้างฆ่าเชื้อโรงเลี้ยง และหมั่นถ่ายมูลไหมอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการดูแลหนอนไหมวัย 1 ถึงวัย 3 อย่างใกล้ชิด พร้อมแนะนำให้โรยปูนขาวในไหมวัย 5 วันละหนึ่งครั้งเพื่อป้องกันโรค นอกจากนี้ยังต้องป้องกันสัตว์และแมลงพาหะอย่างแมลงวันก้นขน มด หนู จิ้งจก และตุ๊กแก โดยการกรุมุ้งลวดบริเวณโรงเลี้ยงให้มิดชิด ดูแลความสะอาดโดยรวม และควรนำมูลไหมไปทำกระบวนการหมักก่อนนำไปใช้เป็นปุ๋ย
อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมหม่อนไหมเตรียมพร้อมรับมือและสนับสนุนเกษตรกรในการเผยแพร่องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อเกษตรกร ในการเตรียมความพร้อมก่อนพายุฝนจะมาเยือน เน้นย้ำถึงการหมั่นตรวจสอบความเรียบร้อยของร่องระบายน้ำและคันดิน ตัดแต่งกิ่งและค้ำยันต้นหม่อน เก็บกวาดผลร่วงหล่นออกจากแปลง บำรุงดิน ตรวจเช็กเครื่องสูบน้ำ และเฝ้าระวังโรคแมลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผลผลิตหม่อนไหมรอดพ้นจากวิกฤตฤดูฝนนี้ได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด พร้อมผลักดันและพัฒนาองค์ความรู้สมัยใหม่ มายกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เพื่อสร้าง “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืน เกษตรกรไทย”


กรมหม่อนไหม






