“รมช.ปิยรัฐชย์” ห่วงเกษตรกรชาวนาเมืองพิจิตร

8

“รมช.ปิยรัฐชย์” ห่วงเกษตรกรชาวนาเมืองพิจิตร สั่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ดูแลหลังโดนโรงสีเบี้ยวหนี้

รมช.ปิยรัฐชย์ ห่วงเกษตรกร หลังโรงสีเบี้ยวหนี้ค่าข้าวสหกรณ์ฯ 12 แห่งใน จ.พิจิตร รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 1,300 ล. หวั่นสหกรณ์ขาดสภาพคล่องส่งผลกระทบเกษตรกรสมาชิก ขณะ “อธิบดีนิรันดร์”สั่งการด่วนสหกรณ์จังหวัดเรียกประชุมสหกรณ์ฯและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ วันนี้(5ต.ค.69) เพื่อหาข้อสรุป พร้อมเตรียมรับมือข้าวนาปีล๊อตใหญ่ที่จะเก็บเกี่ยวในปลายปีนี้

จากกรณีโรงสีเอกชนรายใหญ่ในจ.พิจิตร จำนวน 3 แห่งในพื้นที่ อ.ทับคล้อ  อ.สามง่ามและอ.โพทะเล ค้างชำระค่าข้าวเปลือกและเบี้ยวหนี้สหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่รวม 12 แห่ง มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โรงสีผิดนัดชำระหนี้สหกรณ์ฯ  สินค้าขาดบัญชีจากการฝากเก็บข้าวเปลือก(สต๊อกลม) ก่อนจะมีการถอนฟ้องและรับชดใช้หนี้ให้สหกรณ์มาแล้วจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรอีก 6 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินคดีกับโรงสี คิดเป็นเงิน 1,283.50 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของสหกรณ์และเสี่ยงกระทบต่อการรับซื้อข้าวนาปีฤดูกาลเก็บเกี่ยวรอบใหม่ของเกษตรกรสมาชิกในช่วงปลายปีนี้ กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่ได้นิ่งนอนใจเตรียมแนวทางการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ล่าสุดช่วงช้าวันที่ 5 ต.ค.69 สำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกประชุมหารือกับสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่งเพื่อหาข้อสรุปจากปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่ากรณีปัญหาที่เกิดขึ้นนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการรกทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความเป็นห่วงเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงมีข้อสั่งการมายังกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยขณะนี้ได้มีหนังสือด่วนไปยังรักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตรให้รวบรวมปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมหาทางช่วยเหลือแก้ปัญหาในเบื้องต้น เนื่องจากสหกรณ์ฯอาจได้รับผลกระทบสภาพคล่องทางการเงินและขณะนี้ใกล้ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปีแล้ว จะต้องเตรียมพร้อมรับมือ ข้าวนาปีล๊อตใหญ่ที่กำลังจะมาถึงเช่นกัน

“ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ ท่านมีความเป็นห่วงเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลแก้ปัญหาอย่างใกล้ชิด ความเสียหายจริง ๆ 1,300 กว่าล้าน เราเรียกคืนมาแล้วจำนวนหนึ่ง และได้ฟ้องร้องดำเนินคดีทางเพ่ง โดยศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯ ชำระหนี้ตามคำฟ้องให้กับสหกรณ์/กลุ่มเกษตรแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดี และให้รายงานผลการสืบทรัพย์บังคับคดีมายังสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตรเป็นระยะ เช้าวันนี้ทางสหกรณ์จังหวัดพิจิตรได้เรียกประชุมสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมหารือแล้ว อย่างไรขอให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลและขอให้มีความมั่นใจ” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวย้ำ

ขณะที่นายกฤษฎ์ จารุชาติ ผู้อำนวยการกลุ่มจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า วันนี้ได้เรียกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบทั้ง 12 แห่ง มาร่วมหารือเพื่อแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันแล้ว โดยมีการตั้งคณะทำงานติดตามในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ข้อสรุปเบื้องต้นมีการรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิกสหกรณ์ทั้ง 12 แห่ง ยังคงเป็นไปตามปกติในช่วงการเก็บเกี่ยวข้าวนาปีปลายปีนี้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ขณะเดียวกันเราก็ได้เตรียมเงินทุนแก้ปัญหาสภาพคล่องไว้บางส่วนแล้ว เบื้องต้นอาจจะใช้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ฉุกเฉินไปก่อน

“ถ้าสหกรณ์ไหนขาดสภาพคล่องจริง ๆ กรมส่งเสริมสหกรณ์ก็มีกองทุนพัฒนาสหกรณ์อยู่ที่จะช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรเบื้องต้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เคสที่เกิดเป็นโครงการรวบรวมข้าวเปลือกได้เงินจาก ธ.ก.ส.เป็นหลัก  ซึ่งตอนนี้สหกรณ์ทุกที่ก็รับซื้อข้าวเปลือกตามปกติ เขตตะพานหินก็ยังรับซื้ออยู่ สามง่ามก็รับซื้อ แล้วก็เตรียมพร้อมสำหรับข้าวนาปีล็อตใหญ่ที่จะมาช่วงปลายปีด้วย ที่คุยกันในวันนี้จะมาบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน”รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตรกล่าว พร้อมย้ำว่าจากนี้ไปสำหรับโรงสีคู่กรณีจะยุติซื้อขายข้าวเปลือกกับสหกรณ์ทันที  โดยจะหาโรงสีรายใหม่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งผลิตข้าวมากนัก หรือในพื้นที่จังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก สุโขทัย โดยทางสหกรณ์ฯจะเป็นผู้ดำเนินการจัดหาเอง

“ปกติสหกรณ์เขาจะรวบรวมข้าวเปลือกแบบซื้อมาขายไปอยู่แล้ว ส่วนโรงสีเดิมเราไม่ขายให้แล้ว ส่วนจะติดต่อซื้อขายกับโรงสีใหม่ที่ใดขึ้นอยู่กับสหกรณ์นั้น ๆ ส่วนปัญหาการฟ้องร้องตอนนี้กำลังให้นิติกรเร่งสรุปอยู่” รักษาการสหกรณ์จังหวัดพิจิตร กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตามจากรายงานข้อมูลสำนักนายทะเบียนและกฎหมาย กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้สรุปกรณีสหกรณ์ฯ และกลุ่มเกษตรกรได้ดำเนินคดีอาญาและแพ่งกับเจ้าของโรงสีคู่กรณี จำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.สหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 459.85 ล้านบาท 2.สหกรณ์การเกษตรวังทรายพูน จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 368.95 ล้านบาท 3.สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสามง่ามหนึ่ง จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 63.01 ล้านบาท 4.สหกรณ์การเกษตรสามง่าม จำกัด มูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 329.81 ล้านบาท 5.สหกรณ์การเกษตรบ้านกำแพงดิน จำกัด  มูลค่าความเสียหายรวม 40.86 ล้านบาท และ 6.กลุ่มเกษตรกรทำนาเนินปอมูลค่าความเสียหายรวมทั้งสิ้น 21.01 ล้านบาท ยอดรวมความเสียหายจากทุกสหกรณ์ทั้งสิ้น 1,283.50 ล้านบาท

กรมส่งเสริมสหกรณ์