ผสานจุดแข็ง สร้างจุดเปลี่ยน สู่การรวมตัวของ “วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี” จ.สิงห์บุรี

วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี อำเภอท่าช้าง จังหวัดสิงห์บุรี หนึ่งในวิสาหกิจชุมชนต้นแบบที่เกิดจากการรวมตัวของเหล่าเกษตรกรในยามเว้นว่างจากการทำนา เพื่อเปิดโอกาสสร้างรายได้เสริมเข้าสู่ชุมชน นำภูมิปัญญาท้องถิ่น ความรู้ และวัฒนธรรมมาต่อยอดออกสู่สายตาคนนอกพื้นที่ จนสามารถคว้า รางวัลชนะเลิศการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับเขต ปี 2568 และ รางวัลชมเชยวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ปี 2568 มาครองได้สำเร็จ

คุณอนันต์ ปานดี ประธานวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการรวมตัวว่า เดิมทีสมาชิกทุกคนต่างประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักเพียงอย่างเดียว ต่อมาได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรขึ้นเพื่อใช้เวลาว่างช่วงรอเก็บเกี่ยวผลผลิตให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากพื้นที่แถบนี้ทำนาได้ปีละ 2 ครั้ง จึงพอมีช่วงเวลาว่างสั้นๆ ในการสร้างรายได้เสริม ด้วยการสนับสนุนจากเกษตรอำเภอท่าช้าง และสำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี กรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้ยกระดับการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชน” โดยนำทุนทางวัฒนธรรมและวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่นมาต่อยอด เริ่มต้นจากการทำเครื่องจักสาน เช่น กระเป๋า ฝาชี และตะกร้าจากหวาย ซึ่งถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านลวดลายโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ ลายดอกพิกุล และ ลายน้ำไหล
ต่อมาทางกลุ่มได้ขยายผล นำพืชผักสมุนไพรที่สมาชิกปลูกไว้รอบรั้วบ้าน เช่น ขมิ้น ไพล ตะไคร้ และมะกรูด มาแปรรูปเป็นลูกประคบสมุนไพรส่งขายให้กับโรงพยาบาลและอนามัยในพื้นที่ จนปัจจุบันผลิตแทบไม่ทันต่อความต้องการ ผู้ซื้อยังมั่นใจได้ในความปลอดภัย ไร้สารเคมี เพราะเป็นสมุนไพรอินทรีย์ที่ชาวบ้านปลูกไว้ใช้อุปโภคบริโภคเองในครัวเรือนเอง ส่วนระบบการจัดส่งวัตถุดิบ ทางกลุ่มมีการวางระบบบริหารจัดการแบ่งรอบการรับซื้อจากสมาชิกหมุนเวียนกันไป เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด และเป็นการหมุนเวียนรายได้ให้ครบทุกครัวเรือน พร้อมต่อยอดผลิตภัณฑ์ สู่ยาดมสมุนไพร น้ำมันนวด และแชมพูสมุนไพร สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง









เมื่อผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นที่รู้จัก ชุมชนจึงเปิดรับนักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน โดยยกระดับเป็น “แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร” จัดกิจกรรม Workshop ต้อนรับผู้มาเยือน หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการแบ่งหน้าที่สมาชิกตามความถนัดของแต่ละบุคคล เพื่อชูจุดเด่นและศักยภาพสูงสุดของทุกคน ออกเป็นฝ่ายต่างๆ ได้แก่ ฝ่ายบริหารและการเงิน ฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด ฝ่ายบริการด้านอาหาร ฝ่ายจัดหาวัตถุดิบ ฝ่ายออกแบบการแสดง ฝ่ายงานฝีมือ และฝ่ายตกแต่งสถานที่ ซึ่งตรงกับวิสัยทัศน์ของกลุ่มที่ว่า “พึ่งพาตนเอง แบบมีส่วนร่วม สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน”

ความใส่ใจในรายละเอียด สะท้อนผ่าน “ฝ่ายตกแต่งสถานที่” ซึ่งมี คุณพรหมมินทร์ ทิมเทพย์ เป็นหัวหน้าทีม นับเป็นบทบาทที่ไม่ค่อยได้เห็นนักในวิสาหกิจชุมชนทั่วไป แต่ที่นี่ให้ความสำคัญกับการต้อนรับ คอยออกแบบสถานที่ จัดการนำเสนอผลงาน และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับคณะผู้เข้าศึกษาดูงานในแต่ละกลุ่ม เพื่อให้ผู้มาเยือนได้รับความรู้และความประทับใจกลับไปมากที่สุด
ขณะที่ “ฝ่ายบริการด้านอาหาร” โดดเด่นด้วยการออกบูธนำเสนอเมนูเด็ดอย่าง ผัดไทยโบราณ รสชาติเข้มข้น ผัดสดใหม่จานต่อจาน ทานคู่กับมะม่วงเปรี้ยวสับที่ตัดรสชาติได้อย่างลงตัว เป็นเมนูมัดใจที่ใครได้ชิมก็ต้องติดใจ




ด้าน “ฝ่ายงานฝีมือและฝ่ายออกแบบการแสดง” นำโดย คุณแสงเดือน ทรัพย์ศรี ได้ฟื้นฟูการทำ พวงมโหตร มรดกทางภูมิปัญญาและศิลปะการฉลุกระดาษของไทย ที่เปลี่ยนกระดาษว่าวธรรมดา ให้กลายเป็นเครื่องแขวนระย้า อ่อนช้อยด้วยลวดลายตาข่ายที่ซ้อนทับกัน มาจัดเป็นกิจกรรมเรียนรู้ให้ผู้มาเยือนลงมือทำด้วยตนเอง นำกลับไปเป็นของที่ระลึก ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มเยาวชนและนักเรียนเป็นอย่างมาก ถือเป็นกุศโลบายในการสืบสานวัฒนธรรมไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
แม้จะก่อตั้งได้ไม่นานและเป็นกลุ่มขนาดเล็ก แต่วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้สามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง เพราะสมาชิกทุกคนได้นำจุดเด่นของตนเองมาใช้ทำงานด้วยความสุข และในอนาคตทางกลุ่มมีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ผ้าพิมพ์ลายเอกลักษณ์ท้องถิ่น ที่รวบรวมเรื่องราวของดีเมืองสิงห์บุรีไว้บนผืนผ้า ประกอบด้วย ลายพิกุลทอง สื่อถึงหมู่บ้านพิกุลทอง ลายช้างคู่ สื่อถึงอำเภอท่าช้าง และ ลายดอกทองอุไร อันเป็นดอกไม้ประจำจังหวัดสิงห์บุรี โดยจะนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้า และนำเศษผ้าที่เหลือมาแปรรูปเป็น กระเป๋าใส่เหรียญ และถุงผ้า เพื่อลดขยะให้เป็นศูนย์ (Zero Waste) และสร้างรายได้เพิ่มให้แก่สมาชิก
คุณอนันต์ ปานดี กล่าวทิ้งท้ายว่า พวกเราไม่ได้ทิ้งการทำนา เพราะนั่นคืออาชีพหลักและหัวใจของพวกเรา แต่การรวมกลุ่มทำวิสาหกิจชุมชน คือสิ่งที่ทำให้คนในชุมชนมีความสามัคคีกัน เป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้ยั่งยืน ทำแล้วมีความสุข เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม เราจึงอยู่ร่วมกันอย่างเข้มแข็งและสามัคคีสมดังชื่อ วิสาหกิจชุมชนแม่บ้านพิกุลทองสามัคคี















