อธิบดีนิรันดร์ รุกนโยบายแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์นิคมฯ ยก 2 นิคมฯ”บาเจาะ-ปิเหล็ง”ต้นแบบความสำเร็จ

กรมส่งเสริมสหกรณ์รุกนโยบายแก้หนี้สมาชิกสหกรณ์ ยก 2 นิคมสหกรณ์ในจ.นราธิวาส “บาเจาะ-ปิเหล็ง”ต้นแบบสร้างอาชีพเสริมแก้หนี้สมาชิกสำเร็จ พร้อมขยายผลสู่นิคมสหกรณ์ 36 แห่งทั่วไทย ภายใต้โครงการแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์

นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมอาชีพสมาชิกสหกรณ์ในภาพรวมของประเทศ ภายใต้โครงการแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ โดยรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยนางสาวปิยรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ให้ดูแลเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง โดยในปีงบประมาณ 2570 นี้กรมส่งเสริมสหกรณ์จะดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจังให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน โดยจะคัดเลือกสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัดที่มีความพร้อมมาเป็นสหกรณ์นำร่องต้นแบบในการส่งเสริมอาชีพเสริมให้กับสมาชิกเพื่อให้มีรายได้เพิ่ม นอกจากทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้วจะนำรายได้มาใช้หนี้สหกรณ์ต่อไป โดยยกตัวอย่างสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคในจังหวัดร้อยเอ็ด สมาชิกส่วนใหญ่มีอาชีพทำนาปลูกข้าว ซึ่งกรมฯก็ให้การสนับสนุน คอกกลางให้กลุ่มสมาชิกใช้ร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการเลี้ยงในการสร้างคอกใหม่
“อยากแนะนำให้รวมกลุ่มเป็นกลุ่มย่อยยี่สิบสามสิบคน แล้วมาขอรับสินเชื่อจากสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์จะมีเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ในเรื่องการส่งเสริมอาชีพให้ ดอกเบี้ยร้อยละ1 ต่อปี อย่างเช่นกลุ่มเลี้ยงโคที่ร้อยเอ็ด สมาชิกขอกู้ซื้อวัวมาเลี้ยงเสริมรายได้จากอาชีพหลักทำนา 1-3 ปีแรกจ่ายเฉพาะดอก จากนั้นก็ทยอยคืนต้นหลังปีที่ 3-5 ส่วนใหญ่เวลาซื้อวัวมาเลี้ยงก็จะเป็นแม่วัวมีลูกอยู่ในท้องแล้ว ปีแรกคลอดพอปีที่สองเลี้ยงอีกปีสองปีก็ขายได้ สามารถนำเงินมาจ่ายหนี้คืนสหกรณ์ได้”นายนิรันดร์เผย






อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์นิคม ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนิคมสหกรณ์ สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ปัจจุบันมีจำนวน 36 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ทั้งนี้เนื่องจากนิคมสหกรณ์เป็นพื้นที่ที่กรมได้จัดสรรให้กับชาวบ้านได้มีที่ดินทำกิน ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพพ.ศ.2511 ซึ่งมีโครงสร้างพื้นฐานที่หน่วยงานรัฐจัดให้พร้อมอยู่แล้ว ในส่วนกรมเองก็ให้การสนับสนุนในหลายเรื่อง ไม่ว่าโครงการขุดบ่อน้ำในไร่นา การติดตั้งโซล่าฟาร์มเพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องมือแปรรูปผลผลิต รวมถึงช่องทางการตลาดแหล่งจำหน่ายผลผลิต
“จริงๆ เราไปทุกที่ แต่นิคมสหกรณ์เป็นเป้าหมายแรก ๆ เราให้ความสำคัญ เราจะส่งเสริมให้เขามีอาชีพ มีรายได้ เพราะว่าเขามีที่ดินที่ได้รับจัดสรรจากกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อการเกษตรอยู่แล้ว มีโครงการขุดบ่อน้ำในไร่นา เป็นโครงการที่เราสนับสนุนเรื่องของน้ำในพื้นที่เขตนิคมฯ เมื่อผลผลิตออกมา เรามีตลาดรองรับพร้อมอยู่แล้ว เมื่อเขามีรายได้เพิ่มเขาก็นำเงินชำระหนี้สหกรณ์ได้” นายนิรันดร์ระบุ


อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ยังได้ยกตัวอย่าง 2 นิคมสหกรณ์ในจ.นราธิวาสทั้งนิคมสหกรณ์บาเจาะและนิคมสหกรณ์ปิเหล็งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิกสหกรณ์ในเขตนิคมฯ และยกให้เป็นต้นแบบของสหกรณ์นิคมฯทั่วประเทศ โดยสมาชิกมีอาชีพหลักทำสวนปาล์มน้ำมัน แต่มีรายได้จากการปลูกพืชผัก เลี้ยงโคเนื้อ เลี้ยงแพะ เลี้ยงผึ้งชันโรงในสวนปาล์ม สามารถสร้างรายได้ให้กับสมาชิกเป็นอย่างดี
“ในส่วนนิคมสหกรณ์ปิเหล็งกับบาเจาะถือเป็นสองนิคมฯ ต้นแบบที่สมาชิกมีรายได้จากอาชีพเสริม เขามีความตั้งใจดีในเรื่องขององค์ความรู้วิชาการต่าง ๆ การวางแผนการผลิต รวมถึงในเรื่องของการตลาดด้วย ส่วนเรื่องเงินทุนดอกเบี้ยต่ำกรมฯก็อุดหนุนไป ก็คือว่าถ้าเขาขาดเหลืออะไรให้บอกมาได้เลย เพราะทั้งสองแห่งนี้สมาชิกมีความพร้อมมาก”นายนิรันดร์กล่าวย้ำ






ด้าน นายธัชพงศ์ บัวนุช สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าวว่าปัจจุบัน จ. นราวาสมีนิคมสหกรณ์จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย นิคมสหกรณ์บาเจาะและนิคมสหกรณ์ปิเหล็ง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 แสนไร่ สมาชิกกว่าร้อยละ 90 มีรายได้หลักจากการปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดนราธิวาสได้เข้าไปส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรสมาชิกสหกรณ์ในนิคมฯทั้งสองแห่งประกอบอาชีพเสริม ภายใต้โครงการแก้ปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ มากว่า 4 ปีแล้ว เพื่อเป็นอีกช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิก โดยนิคมฯปิเหล็งจะส่งเสริมการปลูกผักและเลี้ยงโคเนื้อ ส่วนนิคมฯบาเจาะส่งเสริมเลี้ยงผึ้งชันโรง เนื่องจากเป็นพื้นที่ดินพรุ ปลูกพืชผักอะไรไม่ได้ ซึ่งกลุ่มเลี้ยงผึ้งชันโรงสหกรณ์นิคมบาเจาะ เป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนที่นำภูมิปัญญาการเลี้ยงชันโรงมาสร้างรายได้ โดยมีจุดเด่นคือการใช้ประโยชน์จาก ภูมินิเวศของป่าพรุบาเจาะ ส่วนผลผลิตทั้งหมดก็มีตลาดรองรับที่ชัดเจน
“ที่ปิเหล็งเราสนับสนุนผลักดันให้สมาชิกปลูกผักที่ได้มาตรฐาน GAP ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ประมาณ 30 ครัวเรือน และผ่านมาตรฐาน GAP แล้วประมาณ 11ครัวเรือน ส่วนตลาดค่อนข้างจะชัดเจนก็คือตลาดในชุมชนและมีการกระจายไปยังตลาดบริเวณใกล้เคียง ส่วนผึ้งชันโรง ทางปิเหล็งเราไม่ได้ส่งเสริม แต่เรามาส่งเสริมที่บาเจาะแทนเพราะที่นี่เป็นดินพรุปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น น้ำผึ้งจากชันโรงเราก็มีตลาดส่งออกชัดเจนโดยผ่านเครือข่ายกลุ่มเลี้ยงชันโรงในจังหวัดนราธิวาส” สหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าวทิ้งท้าย




กรมส่งเสริมสหกรณ์






