กสก. ชวนรู้จัก “สะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง”

177

กรมส่งเสริมการเกษตร ชวนรู้จัก “สะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง”พืชสมุนไพรพื้นบ้าน เก็บขายนอกฤดูได้ราคาดี

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึง พืชสมุนไพรพื้นบ้านอย่างสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง พืชพันธุ์ดีที่กรมส่งเสริมการเกษตร โดยศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ นำมาขยายพันธุ์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรผ่านโครงการต่าง ๆ ของกรมส่งเสริมการเกษตรและจำหน่ายผ่านระเบียบกรมส่งเสริมการเกษตรว่าด้วยการใช้จ่ายเงินรายได้จากการดำเนินงานส่งเสริมด้านการเกษตร พ.ศ. 2562 โดยสะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง มีลักษณะเด่นคือสามารถให้ผลผลิตนอกฤดูเร็วกว่าสะเดาทั่วไป ผู้ค้นพบสะเดาทวายพันธุ์ข่าวผ่องแรกเริ่มเดิมทีคือ คุณวชิระ ขาวผ่อง ซึ่งเป็นอดีตนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร ของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร (พืชสวน) จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบสะเดาทวายต้นนี้โดยบังเอิญ เนื่องจากสังเกตุว่าออกดอกนอกฤดู จึงได้นำยอดมาเสียบเพื่อขยายพันธุ์กับสะเดาพื้นเมือง จนพัฒนาได้ผลที่ดีและนำไปสู่การจดทะเบียนรับรองสายพันธุ์ จากกรมวิชาการเกษตร เมื่อ ปี พ.ศ.2540 ภายใต้ชื่อ “สะเดาพันธุ์ขาวผ่อง” ซึ่งมีความโดดเด่นที่ออกช่อในช่วงนอกฤดู คือ เดือนสิงหาคม – ธันวาคม ต่างจากพันธุ์อื่นที่จะออกในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม และสามารถเก็บเกี่ยวได้นานกว่าถึง 5 เดือน เมื่ออายุ 3 ปี จึงจะเริ่มให้ผลผลิต

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์
รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร

สะเดาทวายพันธุ์ขาวผ่อง สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี แต่วิธีที่นิยมได้แก่ การเสียบยอด โดยใช้ต้นตอสะเดาที่ได้จากการเพาะเมล็ดอายุประมาณ 1 ปีครึ่ง ตัดให้เหลือตอยาวประมาณ 5 นิ้ว แล้วผ่าตรงกลางต้นลึกประมาณ 1 นิ้วครึ่ง เลือกยอดพันธุ์จากต้นที่ออกดอกแล้วที่มีขนาดเท่ากับลำต้นของตอพันธุ์ แล้วเฉือนให้เป็นลิ่มเสียบลงไปแล้วใช้เทปพันธุ์กิ่งพันจากข้างล่างขึ้นมาข้างบนพันให้เลยแผลที่เราสอบยอดขึ้นมา จากนั้นเอาไปลงถุงพลาสติกใบใหญ่มัดปากถุงให้สนิท ป้องกันการคายความชื้น ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ค่อยเอาออกมาพักไว้ในที่ร่ม แล้วอนุบาลต่ออีกประมาณ 3 เดือนจึงเอาไปปลูกได้ และอีกวิธีคือการตอนกิ่ง เนื่องจากการตอนกิ่งให้ผลผลิตเร็ว ประมาณ 12 เดือน แต่ข้อเสียคือจะไม่มีรากแก้ว โดยการตอนกิ่ง จะเลือกกิ่งสะเดาที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป ยาวประมาณ 50 เซนติเมตร ใช้มืดควั่นกิ่งสะเดา จำนวน 2 รอย แกะเปลือกที่ควั่นออก จากนั้นขูดเนื้อเยื่อออก ใช้ขุยมะพร้าวหุ้มมัดเชือกให้แน่น ประมาณ 45 วัน จะออกราก จากนั้นตัดย้ายกิ่งตอนลงถุงปลูกเพื่ออนุบาลต่อ จนต้นพันธุ์สมบูรณ์ จึงนำลงปลูกในพื้นที่ได้ โดยพื้นที่ที่มีความเหมาะสมต่อการปลูก ควรเป็นพื้นที่ดอน ดินร่วนซุย มีความชื้นบ้างเล็กน้อย และมีแสงแดดจัด ขุดหลุมกว้าง50 ลึก 50 เซนติเมตรโดยเว้นระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 6 x 6 เมตร จะได้จำนวนต้นเฉลี่ยที่ 45 ต้น/ไร่ อาจปลูกในระยะที่ชิดกว่านี้ได้เล็กน้อย สำหรับวิธีการบำรุงดูแลต้นสะเดาในช่วงแรก เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้ว ควรเร่งการเจริญเติบโตให้เร็วขึ้น โดยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หรือ 20-20-20 หรือตามค่าวิเคราะห์ดิน ประมาณ 1 ช้อนกาแฟต่อต้น บริเวณรอบ ๆ โคนต้น โดยสะเดาเป็นไม้ที่ต้องการแสงมากซึ่งการปลูกระยะแรก เกษตรกรจำเป็นต้องกำจัดวัชพืชไม่ให้สูงคลุมต้น และไม่เบียดบังแสงหรือแย่งธาตุอาหารในดินจากต้นสะเดา

ตามข้อมูลเอกสารตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทยของกรมอนามัย แสดงคุณค่าทางโภชนาการของยอดสะเดา ต่อ 100 กรัม พบว่า มีพลังงาน 86 กิโลแคลอรี น้ำ 77.9 กรัม โปรตีน 5.4 กรัม ไขมัน 0.5 กรัม คาร์โบไฮเดรต 14.7 กรัม ใยอาหาร 2.2 กรัม เถ้า 1.5 กรัม แคลเซียม 354 มิลลิกรัม ธาตุฟอสฟอรัส 26 มิลลิกรัม เหล็ก 4.6 มิลลิกรัม เบตาแคโรทีน 3,611 ไมโครกรัม วิตามินเอรวม 602 ไมโครกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.06 มิลลิกรัม วิตามินบีสอง 0.07 มิลลิกรัม ไนอาซิน 3.5 มิลลิกรัม และวิตามินซี 194 มิลลิกรัม มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยล้างพิษในกระแสเลือด รักษาโรคผิวหนัง ช่วยย่อยอาหาร บำรุงหัวใจ บำรุงสุขภาพช่องปาก เป็นต้น

            สำหรับการเลือกซื้อต้นสะเดาพันธุ์ดี กรมส่งเสริมการเกษตรขอแนะนำแหล่งจำหน่ายให้เกษตรกรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการแอบอ้างพันธุ์ หรือมีโรคติดมากับพืช โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสั่งจองต้นพันธุ์ผ่านช่องทาง “DOAE Marketplace” ทางเว็บไซต์ www.doae.go.th/doae_marketplace หรือติดต่อสอบถามข้อมูล และขอรับบริการเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ โทรศัพท์ 0-4466-6422 และศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตร ทั้ง 10 แห่งทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเกษตร