กรมประมงเตรียมประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง ปี2569

8

กรมประมงเตรียมประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง ประจำปี 2569 เพื่อคุ้มครองพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างสมดุล

กรมประมงเตรียมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ประจำปี 2569 ในพื้นที่อ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี โดยแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงที่ 1 ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2569 และช่วงที่ 2 ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำเศรษฐกิจ สร้างสมดุลระบบนิเวศทางทะเล และสนับสนุนการทำประมงให้เกิดความยั่งยืน

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “อ่าวไทยตอนกลาง” เป็นพื้นที่สำคัญที่กรมประมงได้มีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน หรือมาตรการปิดอ่าวมาอย่างยาวนาน เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแพร่ขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจหลากหลายชนิด โดยมีเป้าหมายหลักคือการอนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการศึกษาวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านวิชาการอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินความเหมาะสมของมาตรการ ทั้งด้านขอบเขตพื้นที่ ช่วงเวลา รวมถึงพิจารณาความเหมาะสมของเครื่องมือประมงที่ได้รับการยกเว้นให้ทำการประมง ให้สอดคล้องกับสภาวะทรัพยากรและบริบทการทำประมงในปัจจุบัน

โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา กรมประมงได้มีการปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องความยาวอวนติดตาปลาและวิธีการทำการประมง
ในมาตรการช่วงที่ 1 และข้อกำหนดเรื่องการใช้เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) เพื่อสร้างความชัดเจนในรายละเอียดการทำประมง จึงได้ออกประกาศกรมประมงเพิ่มเติม ทั้งหมด 4 ฉบับ ประกอบด้วย

1) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วน
ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2568  ลงวันที่ 22 มกราคม 2568

2) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วน
ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568

3) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วน
ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

4) ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนในที่จับสัตว์น้ำบางส่วน
ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568

ซึ่งประกาศฉบับใหม่ยังคงบังคับใช้ในพื้นที่และระยะเวลาตามเดิม คือ 3 เขตมาตรการ ใน 2 ช่วงเวลา ดังนี้ เขตมาตรการที่ 1 (ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 พฤษภาคม 2569) ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อคุ้มครองและปกป้องพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำให้มีโอกาสสืบพันธุ์ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน เขตมาตรการที่ 2 (ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569) ครอบคลุมอาณาเขตตามแผนที่แนบท้ายของประกาศปิดอ่าวไทยตอนกลาง เพื่อคุ้มครองลูกพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาทูให้ได้เลี้ยงตัวในวัยอ่อนบริเวณชายฝั่ง และมีโอกาสเจริญเติบโตเพื่อทดแทนพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ และ เขตมาตรการที่ 3 ซึ่งเป็นเขตต่อเนื่องและห้วงเวลาเดียวกับเขตมาตรการที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ปลายแหลมเขาม่องไล่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อปกป้องลูกพันธุ์สัตว์น้ำวัยอ่อน โดยเฉพาะปลาทูจากพื้นที่มาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลางให้มีโอกาสเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก

จากการประเมินผลทางวิชาการพบว่า พื้นที่เขตมาตรการที่ 1 ในช่วงระหว่างมาตรการ สำรวจพบปลาทูส่วนใหญ่มีขนาดความยาวมากกว่าขนาดแรกสืบพันธุ์ มีค่าดัชนีความสมบูรณ์เพศเฉลี่ยสูงและค่าความสมบูรณ์เพศมากกว่าร้อยละ 80 ซึ่งแสดงถึงความพร้อมในการสืบพันธุ์วางไข่ของพ่อแม่พันธุ์ปลาทู สอดคล้องกับการติดตามการแพร่กระจายของปลาทู-ลัง และปลาเศรษฐกิจวัยอ่อนชนิดอื่น ที่มีการแพร่กระจายจำนวนมากในช่วงระหว่างมาตรการ และพบกลุ่มปลาทู-ลัง ขนาดเล็กเพิ่มขึ้นหลังสิ้นสุดมาตรการ นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาอัตราการจับสัตว์น้ำ (CPUE) จากเครื่องมือประมงที่อนุญาตให้ใช้ทำการประมง ในช่วงก่อนและหลังมาตรการ พบว่ามีอัตราการจับสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น อาทิ เครื่องมืออวนล้อมจับปั่นไฟมีอัตราการจับสัตว์น้ำในช่วงก่อนมาตรการ 1,843 กิโลกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 3,339 กิโลกรัมต่อวัน พื้นที่เขตมาตรการที่ 2 จากการสำรวจพบว่าหลังสิ้นสุดมาตรการ ปลาทูมีขนาด 10-16 เซนติเมตร และมีอัตราการจับสัตว์น้ำค่อนข้างสูงหลังสิ้นสุดมาตรการ โดยเครื่องมืออวนล้อมจับปั่นไฟ อวนล้อม โซนาร์ และอวนล้อมจับปลากะตัก มีอัตราการจับสัตว์น้ำสูงถึง 3,700  2,233 และ 3,750 กิโลกรัมต่อวัน ตามลำดับ และพื้นที่เขตมาตรการที่ 3 พบว่าหลังสิ้นสุดมาตรการ ปลาทูมีขนาด 15-17 เซนติเมตร และมีอัตราการจับสัตว์น้ำค่อนข้างสูง ดังนั้น จึงเป็นการยืนยันได้ว่ามาตรการดังกล่าว มีความเหมาะสมทั้งด้านขอบเขตพื้นที่ ระยะเวลา และเครื่องมือประมงที่อนุญาตให้ทำการประมง สัมพันธ์กับฤดูสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน สามารถปกป้องพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์ วางไข่ และสร้างประชากรสัตว์น้ำรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนในระบบนิเวศได้อย่างยั่งยืน

“กรมประมงขอขอบคุณพี่น้องชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดตลอดมา
เรายังคงเดินหน้าประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความยั่งยืนตามนโยบาย Fisheries Connect for Sustainability โดยมุ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการรักษาระบบนิเวศทางทะเลให้กลับมามีความอุดมสมบูรณ์ สร้างความมั่นคงทางอาหาร และยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องชาวประมงให้มีความเข้มแข็งและมั่นคงในระยะยาว”

กรมประมง