เที่ยวชุมชน…ยลวิถี…ที่บ้านมหาสอน

“มหาสอน” ชุมชนเล็ก ๆ ริมลุ่มน้ำบางขาม ที่มีเรื่องราวไม่เล็กตามชื่อ…จากวิถีเกษตรและสายน้ำ สู่ภูมิปัญญาที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และวันนี้เรื่องราวเหล่านั้นกำลังกลายเป็นเสน่ห์ของการท่องเที่ยววิถีชุมชนที่ “บ้านสวนขวัญ”
วิถีชีวิตดั้งเดิมของคนลุ่มน้ำบางขาม อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี คือการตื่นเช้ามาเพื่อก้าวเท้าลงสู่ท้องนา แต่เมื่อธรรมชาติและกระแสโลกาภิวัตน์เริ่มแปรเปลี่ยน วิถีชีวิตแบบเดิมจึงต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ และนี่คือเรื่องราวของ “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยววิถีชุมชนเชิงเกษตรบ้านมหาสอน” และ “บ้านสวนขวัญ” ที่นำทางโดย คุณขวัญ อิงณภัสร์ วงษ์สิทธิชัย หญิงสาวผู้ผันตัวจากนักการตลาดกรุงเทพฯ กลับคืนสู่มาตุภูมิเพื่อสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้แก่ชุมชนของเธอ

“จากก้าวแรกที่ผิดพลาด สู่ทางรอดในวิกฤตภัยแล้ง”
ย้อนกลับไปในปี 2556 คุณขวัญตัดสินใจลาออกจากงานการตลาดที่กรุงเทพฯ เพื่อกลับมาอยู่บ้านเกิด แม้จะไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย แต่ด้วยพื้นที่ที่มีอยู่ เธอจึงเริ่มต้นทดลองทำนาข้าวปลอดสารเคมีด้วยวิธี “นาโยน” เนื่องจากสภาพพื้นดินที่ไม่สม่ำเสมอ ทว่าก้าวแรกไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ การทำนาครั้งแรกประสบความล้มเหลวขาดทุนอย่างหนัก แต่สำหรับนักการตลาดเก่า ความล้มเหลวนั้นคือห้องเรียนชั้นดี เธอเรียนรู้จากบทเรียนเก่าและปรับแผนจนกลายเป็น “ธุรกิจเพาะกล้าข้าว” และเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปลูก สี จำหน่าย แปรรูป และริเริ่มคิดทำฟาร์มสเตย์
จุดเปลี่ยนสำคัญของชุมชนเกิดขึ้นในช่วงปี 2558-2559 เมื่อหมู่บ้านมหาสอนต้องเผชิญกับวิกฤตภัยแล้งรุนแรงติดต่อกันเกือบ 2 ปี ชลประทานขอความร่วมมือให้หยุดทำนาปรัง ส่งผลให้ชาวบ้านขาดรายได้หลักอย่างสิ้นเชิง วิกฤตครั้งนี้ทำให้คุณขวัญและเพื่อนบ้านกลุ่มเล็ก ๆ 22 คน (ซึ่งเหลือแกนหลักทำงานจริงจังในช่วงแรกราว 6-8 คน) หันมาจับเข่าคุยกันว่าจะอยู่รอดได้อย่างไร และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการระดมสมองเพื่อนำ “การท่องเที่ยววิถีชุมชน” เข้ามาเป็นทางเลือกและทางรอดของทุกคน
“บางเวลา ณ บางขาม ความสุขที่ไม่ต้องประดิษฐ์”
ท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ที่ปรุงแต่งอย่างหนักหน่วง บ้านมหาสอนกลับเลือกที่จะชูสโลแกน “บางเวลา ณ บางขาม: ความสุขที่ไม่ต้องประดิษฐ์” ปรัชญาเบื้องหลังสโลแกนนี้คือความเชื่อที่ว่า ความสุขที่แท้จริงควรเป็นเรื่องง่าย ๆ และไม่ต้องการสิ่งประดิษฐ์หรือความพยายามที่มากเกินไป เสน่ห์ของการท่องเที่ยวที่นี่จึงไม่ใช่ตึกรามบ้านช่องที่หรูหรา แต่คือ “คน” และ “วิถีชีวิตธรรมชาติ” อย่างเช่น แม่ ๆ และป้า ๆ ในชุมชนก็ไม่ต้องท่องจำบทพูดสวยหรูหรือดัดแปลงความเป็นตัวเอง แต่ความเป็นกันเอง ความอบอุ่น และการสื่อสารอย่างจริงใจ และเป็นธรรมชาติต่างหาก ที่กลายเป็นสิ่งมัดใจนักท่องเที่ยวให้รู้สึกผ่อนคลายและอยากกลับมาเยือนอีกครั้งเสมือนเป็นบ้านหลังที่สอง






“กิจกรรมและผลิตภัณฑ์เด่น: สัมผัสวิถีชีวิตและภูมิปัญญา”
กิจกรรมของบ้านสวนขวัญและบ้านมหาสอนได้รับการออกแบบเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ “ซึมซับ” ไม่ใช่แค่ “เที่ยวชม” เท่านั้น อย่างเช่น
การผจญภัยและประวัติศาสตร์ชุมชน เริ่มต้นด้วยการนั่งรถอีแต๋นนำเที่ยวไปยัง “บ้านหลบโจร” (บ้านหาพาณิชย์) ซึ่งเป็นบ้านที่ออกแบบช่องลับต่าง ๆ เพื่อเล่าเรื่องราวด้านความปลอดภัยและประวัติศาสตร์ของคนมหาสอนในอดีต จากนั้นนั่งเรือไปไหว้พระวิถีพุทธที่วัดมหาสอนและวัดคุ้งทะเล แล้วมาชมวิถีเกษตรกลางทุ่งอย่าง Duck Academy ที่จะพานักท่องเที่ยวไปชม “เป็ดไล่ทุ่ง” นับหมื่นตัวกลางทุ่งกว้าง และให้สัมผัสประสบการณ์เก็บไข่เป็ดสด ๆ อุ่น ๆ ด้วยตัวเอง และปิดท้ายวันด้วยสุนทรียภาพทางสายน้ำ นั่นก็คือการล่องแพไม้ไผ่ในแม่น้ำยามเย็นเพื่อร่วมชมปรากฏการณ์ “เก็บพระอาทิตย์สองดวง” (พระอาทิตย์จริงและเงาสะท้อนบนผิวน้ำ) นอนบนห่วงยางปล่อยตัวไปกับสายน้ำที่แสนเย็นสบาย เป็นช่วงเวลาแห่งการ “ชาร์จพลัง” ที่แท้จริง






นอกจากนี้ยังมี Workshop ศาสตร์พระราชา ที่เน้นการนำของรอบตัวที่มีค่าอยู่แล้วมาเพิ่มมูลค่า สะท้อนความพออยู่พอกิน ไม่ว่าจะเป็นบะหมี่มะรุมหรือข้าวเกรียบสมุนไพร ซึ่งเป็นการนำสมุนไพรและพืชผักที่เหลือจากการรับประทานในสวน เช่น มะรุม ใบกะเพรา ใบโหระพา กล้วยหอม และกล้วยน้ำว้า มาแปรรูปเพื่อไม่ให้สูญเปล่า หรือจะเป็นพิซซ่าเตาดินทำมือ โดยจะสอนตั้งแต่การนวดแป้งโฮมเมดและก่อเตาดินเหนียวเพื่ออบพิซซ่าและอบไก่ เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าดินใต้ฝ่าเท้าก็พึ่งพาและสร้างสรรค์มื้ออาหารแสนอร่อยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่เทคโนโลยีการซื้อหาภายนอก
ส่วนของดีที่ต้องติดไม้ติดมือกลับบ้าน ได้แก่ งานจักสานหวายบ้านมหาสอน ที่ช่วยชุบชีวิตภูมิปัญญาดั้งเดิมของผู้สูงอายุไม่ให้เลือนหายไปตามกาลเวลา หรือจะเป็นสินค้าแปรรูปขึ้นชื่ออื่น ๆ อย่างเช่น แคปหมู, ไข่เค็มใบเตยดินสอพอง, ปลาย่างรมควัน, ปลาส้ม และหมูส้ม ซึ่งเป็นวัตถุดิบและอาหารปลอดภัยจากแม่น้ำและชุมชน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นทั้งเครื่องมือ “รักษา” รากเหง้าประวัติศาสตร์ให้คงอยู่ และ “สร้าง” รายได้หมุนเวียนให้ชุมชนเข้มแข็ง ก่อนที่จะนำพาไปสู่การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่พลิกแพลงจนกลายเป็นนวัตกรรมล้ำค่า






“จากวัชพืชสู่มูลค่าเพิ่ม”
จากการสอบถามเพิ่มเติม คุณน้ำ จิตนิชา เครือเขื่อนเพชร เกษตรอำเภอบ้านหมี่ กรมส่งเสริมการเกษตร ความสำเร็จในการจัดการผักตบชวาที่บ้านสวนขวัญ คือตัวอย่างของการบูรณาการเชิงนโยบายสู่การปฏิบัติที่จับต้องได้โดยชุมชน ตามแนวทางของผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรีที่ต้องการเปลี่ยน “วัชพืชที่ขวางลำน้ำ” ให้กลายเป็น “สินทรัพย์ที่สร้างรายได้” โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานชลประทานที่ดูแลการจัดเก็บ และชุมชนที่ทำหน้าที่สร้างมูลค่าเพิ่ม อย่างเช่น ก้านผักตบชวาคัดเกรด จะนำมาทำกระเป๋าจักสานและงานหัตถกรรมประณีตอย่างเช่น พวงหรีด เพื่อลดขยะและสร้างอาชีพให้กลุ่มแม่บ้าน นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการนำมาทำอาหาร โดยจะนำมาทำบะหมี่ผักตบชวาและข้าวเกรียบ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมอาหารแปลกใหม่ นอกเหนือจากนี้พวกเศษซากและวัสดุเหลือใช้ ก็นำไปทำปุ๋ยหมักชีวภาพสำหรับแปลงนา เพื่อลดต้นทุนปัจจัยการผลิต และฟื้นฟูระบบนิเวศดินได้อีกด้วย ซึ่งการที่บ้านสวนขวัญพัฒนาตนเองเป็น “แหล่งเรียนรู้วิถีการจัดการผักตบชวา” ทำให้นักท่องเที่ยวได้เห็นถึงสายสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างมนุษย์และลำน้ำ เปลี่ยนภาพลักษณ์ของวัชพืชที่เป็นภาระให้กลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำที่ทรงพลัง

เกษตรอำเภอบ้านหมี่ กรมส่งเสริมการเกษตร
“การจัดการที่โปร่งใส การหมุนเวียนหน้าที่ และการใช้ท่องเที่ยวพัฒนาคน”
หัวใจสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ยืนหยัดมาได้เกือบ 10 ปี โดยไม่มีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ คือ ระบบการบริหารจัดการที่โปร่งใสและชัดเจน รายได้ทั้งหมดจะถูกแจกจ่ายให้กับสมาชิกในรูปแบบของ “ผู้ประกอบการร่วมคิดร่วมทำ” มีการตกลงเรตราคาค่าบริการต่าง ๆ อย่างเป็นธรรม (เช่น ค่าขับรถอีแต๋น ค่าวิทยากรปราชญ์ชุมชน ค่าที่พัก) ผ่านการประชุมกลุ่มและหาจุดร่วมที่สมเหตุสมผล และรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกหักเข้ากองทุนกลุ่มเพื่อเป็นเงินหมุนเวียนสำรองและนำไปทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น กิจกรรมวันเด็ก งานต้านยาเสพติด และการสนับสนุนโรงเรียนในชุมชน
นอกจากนี้ เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างความเข้าอกเข้าใจกัน ชุมชนได้ใช้ระบบ “สลับหมุนเวียนหน้าที่การทำงาน” เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้ทดลองทำงานในทุก ๆ ส่วน ตั้งแต่ต้อนรับ บริการ ทำครัว ตลอดจนเป็นวิทยากรฐานกิจกรรม เพื่อให้ตระหนักถึงความยากง่ายในแต่ละหน้าที่ จนทำให้ทุกคนตกลงแบ่งหน้าที่หลักและหน้าที่รองได้อย่างเหมาะสม โดยพร้อมช่วยเหลือกันเมื่อเกิดปัญหา ยิ่งไปกว่านั้น การท่องเที่ยวถูกใช้เป็น “เครื่องมือในการพัฒนาชุมชน” มากกว่าเรื่องตัวเลขเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นั่นคือการที่ชุมชนร่วมกันดูแลรักษาแม่น้ำลำคลอง กำจัดผักตบชวา ฟื้นฟูระบบนิเวศของปลาท้องถิ่นจากการปนเปื้อนสารเคมีเกษตร และยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำสื่อประชาสัมพันธ์ การถ่ายทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ มองเห็นโอกาสสร้างรายได้ที่บ้านเกิด มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถเติบโตเป็นผู้ประกอบการรุ่นต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องย้ายถิ่นฐานเข้าสู่เมืองหลวง
“พลังแห่งเครือข่ายและการพัฒนา จิ๊กซอว์จากหน่วยงานภาครัฐ”
เรื่องของการมี “หน่วยงานภายนอกเข้ามาเป็นลมใต้ปีก” ถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ทำให้วิสาหกิจชุมชนบ้านสวนขวัญและบ้านมหาสอนเติบโตได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้นอย่าง “กรมส่งเสริมการเกษตร” ถือเป็นพี่เลี้ยงหลักตัวจริง เพราะเข้ามาคอยเคียงข้างตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ชุมชนยังลองผิดลองถูกเรื่องการจัดการกลุ่ม ช่วยส่งเสริมทักษะความรู้ รวมถึงเป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่” ร่วมกับเกษตรอำเภอและเกษตรจังหวัด
อีกทั้งยังมีหน่วยงานอีกหลากหลายมิติเข้ามาช่วยเติมเต็มศักยภาพในด้านอื่น ๆ เช่น กรมการพัฒนาชุมชน จะช่วยส่งเสริมการจดทะเบียนวิสาหกิจและการแปรรูปผลิตภัณฑ์สู่มาตรฐาน OTOP การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬา จะช่วยในเรื่องของการยกระดับการสื่อสารการตลาดและการเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพมากยิ่งขึ้น สำนักงานอุตสาหกรรมและกระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาควบคุมและให้คำปรึกษาด้านมาตรฐานความปลอดภัย (Food Safety) และสุขอนามัย หรือแม้กระทั่งสถาบันการเงินอย่างธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ก็ช่วยสนับสนุนทุนหมุนเวียนและเป็นช่องทางในการจัดอีเวนต์ทางการตลาดต่าง ๆ
ซึ่งการที่แต่ละหน่วยงานเข้ามานั้น มีส่วนช่วยในการยกระดับทักษะ (Up-skill) สู่ความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น โดยสังเกตได้ว่าการเข้ามาช่วยเหลือของหน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้มาในรูปแบบของการ “แจกงบประมาณให้เปล่า” แต่เป็นการเข้ามาช่วยสอนให้ชาวบ้านเข้าใจวิถีการเป็น “ผู้ประกอบการชุมชน” เช่น สอนวิธีการตวง วัด ควบคุมมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (QC) ให้คงที่ และสอนการคำนวณต้นทุนเพื่อตั้งราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งช่วยเปลี่ยนจากระบบดั้งเดิมที่ทำกันตามความคุ้นชิน ให้กลายเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพเพื่อดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวซ้ำ และเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน









“ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา ถ้าเรามีสติปัญญาและความอดทน”
ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนบ้านสวนขวัญและบ้านมหาสอน ไม่ได้ตั้งต้นมาจาก “เงินทุนก้อนโต” แต่เกิดขึ้นจากความเพียรพยายามและการน้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า “ความขาดแคลนไม่เป็นปัญหา ถ้าเรามีสติปัญญาและความอดทน” มายึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ การไม่มีเงินทุนบีบให้ชุมชนต้องใช้สติปัญญาในการริเริ่มและลงมือทำอย่างละเอียดรอบคอบมากกว่าการพึ่งพาตัวเงิน ซึ่งทำให้ชุมชนอยู่กันได้อย่างยั่งยืนจริง ๆ และหากจะพูดถึงวิสัยทัศน์ในอนาคต คุณขวัญตั้งเป้าหมายว่าอยากเห็นชุมชนเติบโตและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืนคล้ายกับโมเดล “แม่กำปอง” ที่ซึ่งทุกหลังคาเรือนสามารถเป็นผู้ประกอบการในบ้านของตัวเองได้อย่างแข็งแกร่ง มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เชื่อมโยงเป็นสังคมที่เกื้อกูลกัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนไม่ว่าโลกภายนอกและรัฐบาลจะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างไรก็ตาม
“หากคุณกำลังมองหาการท่องเที่ยวที่ให้มากกว่าความสวยงาม แต่ยังได้เรียนรู้วิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น บ้านมหาสอน ตำบลมหาสอน อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี คือคำตอบที่ไม่ควรพลาด”
สถานีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการเกษตร






