ฝ้ายพันธุ์ใหม่

139

“ตากฟ้า 8” ฝ้ายพันธุ์ใหม่ตอบโจทย์รักษ์โลก ลักษณะเด่นโดนใจเกษตรกรและผู้บริโภค

กรมวิชาการเกษตร อวดโฉมฝ้ายพันธุ์ใหม่ ตากฟ้า 8 คุณสมบัติพิเศษตอบโจทย์ครบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค เส้นใยสั้น สีน้ำตาลตามธรรมชาติ  ไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อม ให้ผลผลิตสูง ทนทานแมลงศัตรูฝ้าย  ต้านโรคใบหงิก อายุการเก็บเกี่ยวสั้น  ทรงต้นโปร่งดูแลรักษาง่าย  ถูกใจสายรักษ์โลก

นายภัสชญภณ หมื่นแจ้ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กลุ่มผู้ผลิตหัตถกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความต้องการปลูกฝ้ายเป็นพืชประจำถิ่นเพื่อนำเส้นใยที่ได้ไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตหัตถกรรมสิ่งทอ โดยพันธุ์ฝ้ายที่ใช้ปลูกจะต้องมีความทนทานต่อโรคและแมลง ซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการดูแลรักษา รวมทั้งช่วยลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ กรมวิชาการเกษตรจึงได้พัฒนาปรับปรุงพันธุ์ฝ้ายเพื่อให้ได้พันธุ์ฝ้ายเส้นใยสั้นสีน้ำตาล ให้ผลผลิตสูง  ต้านทานต่อโรคและแมลงศัตรูฝ้าย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการดังกล่าวจนได้ฝ้ายพันธุ์ใหม่ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ใช้ชื่อว่า”ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8”

นางสาวศิวิไล ลาภบรรจบ นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์  กล่าวว่า  ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ฝ้ายระหว่างฝ้ายเส้นใยสั้น ใบขนที่ทนทานต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นฝ้าย คือพันธุ์ AKH4 ซึ่งมีเส้นใยสีขาว ผลผลิตสูง และอายุการเก็บเกี่ยวสั้น โดยใช้เป็นพันธุ์แม่กับพันธุ์ตากฟ้า 3 เส้นใยสั้นสีน้ำตาล และต้านทานต่อโรคใบหงิกใช้เป็นพันธุ์พ่อ จากการประเมินผลผลิต และศึกษาข้อมูลจำเพาะของสายพันธุ์ตามขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์พืชของกรมวิชาการเกษตร ระหว่างปี 2556-2562 พบว่า ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8  มีลักษณะเด่นเส้นใยสั้นสีน้ำตาลธรรมชาติ ให้ผลผลิตสูงถึง 154 กิโลกรัม/ไร่ ต้านทานต่อโรคใบหงิก และทนทานต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นฝ้าย ตลอดจนมีอายุการเก็บเกี่ยว 117-147 วัน ซึ่งสั้นกว่าพันธุ์ตากฟ้าประมาณ 10 วัน

ฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 จัดเป็นฝ้ายน้อยหรือฝ้ายพันธุ์พื้นเมืองที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง และมีลักษณะดีเด่นคือ ต้านทานต่อโรคใบหงิก  และจากการที่เป็นพันธุ์ฝ้ายที่มีลักษณะใบขนทำให้ทนทานต่อการเข้าทำลายของเพลี้ยจักจั่นฝ้าย เนื่องจากเพลี้ยจักจั่นฝ้ายมักชอบเข้าทำลายฝ้ายที่มีใบเรียบมากกว่าฝ้ายใบขน จึงสามารถลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูฝ้ายลงได้  ซึ่งจะนำไปสู่การ ลด ละ หรือ เลิกการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรค และ แมลง หากมีการจัดการที่เหมาะสม เพื่อรองรับการผลิตฝ้ายอินทรีย์จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 จะมีศักยภาพในการให้ผลผลิต ในสภาพที่ไม่มีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูฝ้ายแต่ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการใช้วิธีป้องกันกำจัดแมลงศัตรูแบบผสมผสาน ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ปลูก ฤดูปลูก รวมถึงการใช้สารชีวภัณฑ์ร่วมด้วย หากพบว่ามีการรระบาดของแมลงศัตรูฝ้ายอย่างรุนแรง นางสาวศิวิไล  กล่าวต่อไปว่า จากการสำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรที่ให้ความร่วมมือในการทำแปลงเปรียบเทียบพันธุ์ฝ้ายและเกษตรกรที่มาเยี่ยมชมแปลงสาธิตพันธุ์ฝ้ายเพื่อประเมินความพึงพอใจที่มีต่อพันธุ์และสีเส้นใยของฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8  สรุปได้ว่าเกษตรกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ มีความชอบในศักยภาพและลักษณะของฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 ในด้านทรงต้นโปร่ง ต้านทานต่อโรคใบหงิก เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์งอกที่ดี การเจริญเติบโตดี ดูแลรักษาง่าย ทนทานต่อแมลงศัตรูฝ้ายโดยเฉพาะเพลี้ยจักจั่น มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น  เก็บเกี่ยวง่าย และให้ผลผลิตสูง รวมทั้งจากคุณสมบัติพิเศษของฝ้ายพันธุ์ตากฟ้า 8 ที่มีสีของเส้นใยเป็นสีน้ำตาลธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการฟอกย้อมสีจึงตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่หันมานิยมใช้เส้นใยฝ้ายสีตามธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  ส่งผลให้เป็นที่ต้องการอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบของหัตถกรรม และอุตสาหกรรมสิ่งทอในปัจจุบันและอนาคต

กรมวิชาการเกษตร ข่าว